แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคงานเขียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคงานเขียน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เทคนิคงานเขียน day 10 : อย่าท้อและเขียนต่อเนื่อง

จดหมายตอบปฎิเสธจาก บก. หนังสือที่เราส่งงานเขียนไปให้พิจารณาคือ แรงกระตุ้น ชั้นดี (สำหรับบางคนคิดว่ามันคือสาส์นบั่นทอนจิตใจและความพยายามจากนรก...) จงเขียนอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดเพราะเรื่องแรกที่ส่งไปไม่ผ่านการพิจารณา ไม่มีนักเขียนคนไหนที่ไม่เคยไม่ได้รับจดหมายปฎิเสธจาก บก. ครับ บางคนใช้เวลาสาม สี่ ปีจึงจะเกิดในวงการนิยาย

เขียนเรื่องหนึ่งจบและส่งไปแล้ว อย่ารอที่จะรู้ผลการพิจารณาก่อน ให้ลงมือเขียนเรื่องที่สองต่อทันทีครับ ยิ่งเขียนมาก ยิ่งเรียนรู้เทคนิคมากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เทคนิคงานเขียน day 9 : ศึกษาวิธี เทคนิคการเขียนจากตำราของนักเขียนชั้นแนวหน้า

อ่านตำราเทคนิคงานเขียนครับ...ผมขอแนะนำเล่มนี้ ของ Stephen King ราชานักเขียนนิยายสยองขวัญ ขายดีไปทั่วโลก



สำนวนการแปลของคุณนพดล นี่ไม่ต้องห่วงเลยครับ สุดยอด... แปลได้มันส์ถึงรักแร้จริงๆ !! เล่มนี้ท่านสตีเฟนคิงก์สอนทุกอย่างเกี่ยวกับงานเขียนจนหมดเปลือก แถมเล่าประวัติตอนเด็กๆและตอนที่เริ่มงานเขียนให้อ่านอีก

เทคนิคงานเขียน day 8 : ปล่อยให้มี"ช่องว่าง"บ้าง

เทคนิคงานเขียน day 8 : ปล่อยให้มีช่องว่างในโครงเรื่องหรือ plot บ้าง

เทคนิคนี้คือขั้นตอนการวางโครเรื่องของแต่ละบทครับ ในการวางโครงเรื่อง เราควรวางไว้ หลวมๆ ไม่ควรใส่รายละเอียดจนมากเกินไป เพราะ การที่เราวางโครงเรื่องไว้ละเอียดจะมีผลทางด้าน"จิตวิทยา"เกี่ยวกับแรงจูงใจที่ทำให้เราเขียนจบครับ

แล้วเกี่ยวกันยังไงหว่า?
เกี่ยวครับ ...(ไม่เกี่ยวก็หลุด แหะๆ)
เมื่อวางโครงเรื่องแบบหลวมๆ เราจะรู้สึกว่า "งานยังไม่จบ" โดยปกติคนเราถ้าทำอะไรค้างไว้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ และทำให้รู้สึก"อยากจัดการเรื่องที่ค้างให้จบ" เช่นเดียวกัน หลักการเช่นนี้ใช้ได้กับงานเขียนด้วยครับ "วางไว้หลวมๆ" แล้วตอนเขียนจริงค่อยเพิ่มเติมหรือใส่รายละเอียดลงไปก็ได้ครับ

เทคนิคงานเขียน day 7 : เทคนิคสำคัญทางจิตวิทยา…”เพิ่มความมั่นใจโดยการเขียนให้จบตามแผนที่วางไว้”


“เพิ่มความมั่นใจโดยการเขียนให้จบตามแผนที่วางไว้”


การเขียนเรื่องหรือเขียนนิยาย เกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่นใจให้ตัวนักเขียนหรือนักอยากเขียนเองโดยตรงครับ การที่เราได้วางแผนไว้และเริ่มเขียน แต่…เขียนไม่จบสักเรื่อง ยิ่งเขียนหลายเรื่องแต่เขียนไม่จบก็ยิ่งทำลายความมั่นใจของเรา ความมั่นใจในงานเขียนจะลดลงเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนเรื่องหรือนิยายที่เราเริ่มเอาไว้แล้วเขียนไม่จบ… นี่คือข้อเท็จจริงที่สำคัญครับ อ่านต่อ click

งานเขียนนิยายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราหรือนักเขียนเปรียบเสมือนพระเจ้าที่ต้องสร้าง “โลก” และ “ตัวละคร” ในนิยายขึ้นมาเอง ปล่อยให้ตัวละครแสดงในโลกที่เราสร้างขึ้น บรรยายการกระทำ เหตุการณ์ของพวกเขาออกมาเป็นคำพูด และแม้แต่ฆ่าตัวละครบางตัว ถ้าจำเป็นในตอนจบ

ดังนั้น เทคนิคสำหรับนักเขียนหน้าใหม่คือ…การเขียนนิยายสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ ไม่ควรเริ่มเขียนเรื่องยาวๆ ควรเริ่มจากเรื่องสั้นๆซึ่งใช้เวลาไม่มาก พอเราเขียนเรื่องสั้นๆจบเราก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น และจะสั่งสมไปเรื่อยๆตามจำนวนเรื่องที่เราเขียนจบครับ

เทคนิคงานเขียน day 6 : เขียนในแนวที่ชอบและเรื่องที่อยากเขียนจริงๆ

สิ่งสำคัญที่พึงระลึกถึงคือ เรามักทำในสิ่งที่ชอบและอยาก (รัก) ทำได้ดีครับ ดังนั้นไม่เว้นแต่นิยาย เราชอบอ่านนิยายแนวไหนก็ให้เขียนนิยายแนวนั้นก่อนเพราะ

1 เราจะมีข้อมูลเขียนพร้อมที่จะปรับปลี่ยนมาใช้กับนิยายของเรา
2 เรารู้วิธีการดำเนินเรื่องนิยายแนวนั้นๆ (เพราะเราชอบอ่านนี่นา…)
3 เราจะสนุกกับมันเพราะเป็นแนวที่เราชอบ

เมื่อเราเริ่มเขียนนิยายที่เราวางเรื่องไว้ เราจะต้องอยู่กับมันเป็นเดือนๆ บางทีก็เป็นปีๆ ดังนั้นการอยู่กับนิยายที่เราอยากเขียนและสนุกกับมันย่อมดีไปกว่าเรื่องที่เราไม่อยากเขียน แต่ต้องเขียนเพราะ นิยายแนวนั้นมีคนอ่านเยอะ ตลาดกว้าง ถ้าเราจัดอยู่ในกลุ่มนักอยากเขียนประเภทแบบนี้ รับรองว่าเขียนไม่จบแน่ๆครับ เพราะเขียนไปสักพักเราก็จะเบื่อไปก่อน

ใครที่เขียนไปแล้วเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะเขียนต่อ ลองถามตัวเองดูว่า ไอ้เรื่องที่เราเขียนอยู่เราอยากเขียน อยากสร้างโลกในนิยาย และตัวละครขึ้นมาจริงๆไหม? ถ้าเรารู้สึกทุกครั้งที่เปิดคอมฯ พลิกหน้ากระดาษคว้าปากกามาเขียน แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาในหัวว่า “เฮ้อ เบื่อ…นี่ตูต้องเจอกับไอ้ตัวละครตัวนี้อีกเหรอ หรือเฮ้อจะเขียนอะไรต่อดีวะ ไม่เห็นจะน่าสนใจเลย” แนะนำให้คุณรีบหยุดเขียนและเปลี่ยนไปเขียนเรื่องอื่นดีกว่าครับ

เทคนิคงานเขียน day 5 : เขียนทุกวัน…เรื่องของอารมณ์ล้วนๆเลย…

เขียนทุกวัน…พูดง่ายแต่ทำยากครับ

การเขียนนิยายเป็นงานศิลปแขนงหนึ่ง เราคงเคยได้ยินว่า ศิลปินนักวาดรูปมักอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” (ไม่รู้ร่างกายผลิตออกมาจากต่อมส่วนไหนของร่างกาย จึงมีอิทธิพลต่อการกระทำเรื่องต่างๆของมนุษย์มากขนาดนี้) เพื่อเป็นสิ่งกระตุ้นให้ตัวเองอยากวาดภาพ วันไหนไม่มีอารมณ์อยากวาด อย่าว่าแต่วาดรูปง่ายๆเลย แค่จะหยิบภู่กันขึ้นมาแคะรูจมูกยังไม่อยากทำเลย …

นักเขียนไม่ต่างอะไรไปจากศิลปินครับ… ชอบเอาอารมณ์มาผูกกับนิสัยบังคับให้ตัวเองเขียนอยู่เหมือนกัน วันไหนไม่มีอารมณ์ เผลอๆไม่ได้สักตัวอักษร ยิ่งสมัยนี้ต้องมีขั้นตอนหลายขั้นก่อนจะเขียน เริ่มจากเปิดคอมพิวเตอร์ รอวินโดวส์บู้ท (ทำไม Windows ไม่เปิดปุ๊บติดปั๊บเหมือนทีวีฟะ) เปิด MS Word ขึ้นมาเพื่อลงมือพิมพ์ ยิ่งทำให้ไม่มีอารมณ์หนักไปใหญ่ เพราะยุ่งยากกว่าสมัยก่อนซึ่งแค่ยัดกระดาษขาวลงช่องของพิมพ์ดีดแค่นั้น….ก็ลงมือร่ายเรื่องราวได้แล้ว

ดังนั้นการเขียนให้ได้ทุกวันไม่ใช่ของง่ายที่จะทำสำเร็จกันได้ทุกคน บางคนบอกว่า “สามารถบังคับตัวเองให้เขียนได้ทุกวันแต่งานเขียนที่ปราศจากอารมณ์อยากเขียนมันก็เหมือนหนุ่มหล่อที่เต้นรำบนเวทีกับสาวสวยด้วยอาการแข็งเป็นสากกะเบือ งานที่ออกมาจึงไร้ชีวิตชีวา แบบนี้ไม่เขียนดีกว่า”

แต่ละท่านคงหาคำตอบให้เรื่องนี้ได้ เพราะแต่ละคนมีข้อจำกัดและเอกลักษณ์ นิสัย ภาระหน้าที่ ชีวิตที่ไม่เหมือนกันครับ แต่ท้ายสุดแล้ว สิ่งที่เราต้องการคือเป้าหมายเดียวกัน…เราต้องตอบโจทย์คำถามที่ว่า… “ทำยังไงให้เราเขียนนิยาย เรื่องสั้นได้ทุกวัน?”

เทคนิคงานเขียน day 4 : รักษาคำมั่นสัญญากับตัวเอง

รักษาคำมั่นสัญญากับตัวเอง หลังจากที่วางแผนการเขียนแล้ว การเขียนให้จบตามแผนที่วางไว้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆครับ เพราะยิ่งเราเขียนทิ้งเขียนขว้าง (เขียนไม่จบนั่นแหล่ะ) มากแค่ไหน ยิ่งทำให้ความมั่นใจเราลดลงแค่นั้น และคุณก็จะมีแนวโน้มที่จะเขียนไม่จบในเรื่องที่ตามมาอีกหลายเรื่อง

เราต้องรักษาคำมั่นที่ให้กับตัวเองไว้ครับ ทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ จะเขียนได้วันละกี่หน้าก็ขอให้เขียน เขียนทุกวันให้พฤติกรรมการเขียนซึมเข้าไปในความรู้สึกและร่างกายเราจนกลายเป็นนิสัย ถึงขั้นที่วันไหนไม่ได้เขียนก็จะทนไม่ได้

เทคนิคงานเขียน day 3 : วางแผนก่อนเขียน

วางแผนก่อนเขียน เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆครับ การเขียนไปโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง ย่อมไม่ต่างอะไรกับการขับรถไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ว่าจะไปไหน นั่นย่อมทำให้ต้องเปลืองน้ำมันและเสียเวลา… เช่นเดียวกันถ้าไม่วางแผนการเขียนจากประสบการณ์ของผมเองโอกาสที่จะเขียนจบเรื่องนี่จะต่ำมาก เพราะไม่มีแผนให้เป็นตัวคอยจี้บังคับให้เขียนทุกวัน…

การเขียนก็เช่นเดียวกันครับ จะเขียนอะไรก็ต้องวางแผนไว้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น จะเขียนนิยายเรื่องนึง มีความยาว 200 หน้า A4 จะให้มีจำนวน 20 บท เราก็กะคร่าวๆว่าจะให้บทละกี่หน้า 200 หน้าก็จะได้บทละ 10 หน้าพอดี คราวนี้ก็มาว่ากันต่อว่า แต่ละบทจะเขียนก็วัน เช่น เขียน 10 วันต่อบท ตกแล้ววันละ 1 หน้า ดังนั้น 200 หน้าก็ใช้เวลา 200 วัน ก็รวมระยะเวลาเขียนร่างแรกทั้งหมดประมาณ6-7เดือนครับ นี่คือนับรวมเสาร์ อาทิตย์เข้าไปด้วย
การวางแผนแบบนี้จะทำให้เรารู้ว่า นิยายของเราจะเขียนจบเมื่อไหร่ครับ และจะใช้เวลาที่เหลืออีกกี่วันเพื่อแก้ไขร่างแรกให้สมบูรณ์มากขึ้น

เทคนิคงานเขียน day 2 : แนวเรื่องที่เขียน

นักอยากเขียนส่วนมาก มักจะเขียนแนวเรื่องที่ตนเองชอบอ่าน เพราะมีข้อมูลสำหรับเขียนเตรียมไว้ในหัวหรือใกล้ตัวเยอะอยู่แล้ว การเขียนแนวเรื่องที่ตัวเองสนใจทำให้ระหว่างเขียนเราจะสนุกกับงานเขียน ไม่รู้สึกทรมานและลื่นใหลในการเขียน
เลือกแนวที่คุณต้องการและลงมือเขียนได้เลย

แนวเรื่องอันได้แก่
แนวไซไฟ แฟนตาซี
แนวผจญภัย
แนวรักกุ๊กกิ๊ก
แนวเพื่อชีวิตหนักๆ
แนวผี เขย่าขวัญ
แนวฆาตรกรรมซ่อนเงื่อน สามสิบตลบ
แนวตื่นเต้นแก้ไขปริศนาแบบเรื่อง ดาวินซี่โค้ด
และอีกหลายๆแนวที่สามารถเขียนได้

เทคนิคงานเขียน day 1 : เขียนทำไม?

เทคนิคงานเขียน day 1 : เขียนทำไม?เขียนทำไม?

คำถามนี้ผู้เขียนหรือผู้อยากจะเป็นนักเขียนสามารถตอบคำถามได้ดีกว่าผม
1 เขียนเพราะอยากเป็นนักเขียน เท่ห์ดี
2 เขียนเพราะอยากได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว
3 เขียนเพราะอยากปลดปล่อยจินตนาการ
4 เขียนเพราะยังไม่มีหนังสือนิยายที่เขียนออกมาได้ดั่งใจตนซึ่งอยากจะอ่านแนวนั้น
5 เขียนเพราะว่าง ไม่รู้ทำอะไรดี
6 เขียนเพราะอยากรู้ว่าวงการนักเขียนเป็นยังไง

ไม่ว่าคุณจะเขียนด้วยสาเหตุอะไร สิ่งที่คุณต้องเจอแน่ๆคือ การลงมือเขียน ด้วยสมอง ปากกา สมุดหรือคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นนักเขียนโดยที่ไม่ลงมือเขียน แต่เมื่อไหร่ที่คุณเขียน คุณต้องวางแผนก่อนเขียน มิฉะนั้น คุณจะไม่ต่างอะไรกับการนั่งเรือออกทะเลโดยไม่มีจุดหมายปลายทางหรือแม้กระทั่งเข็มทิศ
จำไว้ว่า…งานเขียนเป็นงานที่ต้องทำคนเดียว คุณต้องสร้างโลกสมมติขึ้นมาและโยนตัวละครลงไปในนั้น

Plot template หรือ เทมเพลตสำหรับโครงเรื่อง

เอาเทมเพลตมาแจกครับ เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการเขียนนิยาย เรื่องสั้น โดยวางเรื่องคร่าวๆไว้ก่อน

ใคร

ทำอะไร

ที่ไหน

เมื่อไหร

อย่างไร

ทำไมต้องทำ

โครงเรื่องหลัก (Main plot)

โครงเรื่องย่อย 1 (Sub plot1)

โครงเรื่องย่อย 2 (Sub plot2)

โครงเรื่องย่อย 3 (Sub plot3)

จุดหักมุม

จุดคลี่คลาย

- —- มายกตัวอย่างดีกว่าครับ —- -
ใคร แม๊กกี้สาวนักบัญชี อายุสามสิบ

ทำอะไร อยากมีแฟน ตกหลุมรักหนุ่มก่อสร้าง

ที่ไหน ไซต์งานข้างออฟฟิตหล่อน

เมื่อไหร เมื่อวันหนึ่งในฤดูฝน

อย่างไร หล่อนออกไปซื้อกาแฟสดแล้วเจอหนุ่มก่อสร้างกำลังนั่งกินข้าว

ทำไมต้องทำ แม็กกี้รักหนุ่มก่อสร้างเพราะเขามีร่างกายที่แข็งแรง มีกล้ามโต

โครงเรื่องหลัก (Main plot) แม็กกี้เจอหนุ่มก่อสร้างที่ร้านข้าว

โครงเรื่องย่อย 1 (Sub plot1) ปูมหลังของหนุ่มก่อสร้าง เขาเกลียดผู้หญิงเพราะแม่ทิ้งพ่อกับเขาไป

โครงเรื่องย่อย 2 (Sub plot2) แม็กกี้พยายามหาวิธีคุยกับเขา

โครงเรื่องย่อย 3 (Sub plot3) ….

จุดหักมุม หนุ่มก่อสร้างเป็ยเกย์…

จุดคลี่คลาย แม็กกี้อกหัก ทำใจได้ และคบหนุ่มก่อสร้างเป็นแค่เพื่อน

เทคนิคงานเขียนเรื่องสั้น นิยายจากปู่ “เบน โบวา” (Ben Bova) ตอนที่ 3

เริ่มต้นนิยายที่กลางเรื่อง

เบน โบวา แนะนำให้เราเริ่มต้นนิยายที่กลางเรื่องครับ คือเรามี plot เตรียมไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ แทนที่เราจะเขียนโดยเริ่มจากตอนต้นไปเรื่อยๆจนถึงตอนกลางและตอนจบ เราก็จับเอาเหตุการณ์สำคัญที่ตั้งใจจะให้เกิดตอนกลางเรื่องมาขึ้นก่อนเลย สิ่งที่เราจะเล่าคือ ตัวละครกำลังย่ำแย่เพราะถูกปัญหารุมเร้า ส่วนเรื่องแบ็คกราวด์ของตัวละครที่เรา หรือหลายๆคนมักจะเริ่มเล่าตอนแรกนั้น …

เราสามารถนำส่วนนี้แทรกไว้ในเรื่องได้ในทุกๆช่วงครับ เพราะการฮุคหรือ hook ผู้อ่านเอาไว้ด้วยเหตุการณ์สำคัญๆนั้นเป็นเทคนิคการเขียนที่สามารถดึงผู้อ่านให้อ่านหรือพลิกไปหน้าต่อไปได้จนไม่สามารถวางหนังสือลง

(เจ้าของ blog ขอแนะนำเพิ่มเติมครับ ท่านใดที่สนใจการเขียนแบบ hook คนอ่านแบบเทคนิคระดับเซียน ผมแนะนำให้เอา นิยายของ ฮาลาน โคเบน ทุกเล่มมาอ่านครับ)

ในเรื่องสั้น ด้วยความที่หน้ากระดาษจำกัด ดังนั้นการเข้าเรื่องให้เร็วจึงสำคัญกว่าการที่เราจะมาพล่ามบ่นหรือเล่าไปเรื่อยๆ เราสามารถใส่แบ็คกราวด์ รายละเอียดของตัวละครได้จากการกระทำหรือบทสนทนาครับ (Show don’t tell หรือแสดงให้เห็นดีกว่าบอกตรงๆ)

เทคนิคงานเขียนเรื่องสั้น นิยายจากปู่ “เบน โบวา” (Ben Bova) ตอนที่ 2

สวัสดีครับ ผมเรียบเรียง เทคนิคงานเขียนจากปู่เบน ตอนที่หนึ่งไว้นานมากแล้ว ตอนนี้มีเวลาก็เลยนำมาเสนอต่อเทคนิคตนอที่ 4 ต่อครับ ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับว่า ผมใช้วิธีอ่านแล้วเรียบเรียงเอาเองเพื่อให้อ่านง่าย ไม่ได้แปลจากคำแนะนำหรือต้นฉบับเนื้อความภาษาอังกฤษแบบตรงตามประโยคเป๊ะๆ เริ่มกันเลยดีกว่าครับ

4 เทคนิคการสร้างเรื่องเพื่อเขียนเป็นนิยาย หรือเรื่องสั้น

นิยายหรือเรื่องสั้นจะเกิดขึ้นได้จาก การที่เรามี”ตัวละคร”กับ”ปัญหา”ที่ตัวละครเราต้องเจอ…มีแค่นี้เองครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากกว่านี้ ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถสร้างฉาก เขียนบรรยายประโยคซะสวยหรูหรือสร้างตัวละครได้สมจริงมากแค่ไหน แต่ถ้าเรื่องของคุณ ไม่มี”ตัวละครกับปัญหาที่ตัวละครต้องผจญ” เรื่องของคุณจะถูกปฎิเสธจากบรรณาธิการทันทีครับ ดังนั้นท่องไว้ในใจครับว่า “ตัวละคร+ปัญหา=เรื่องที่จะเล่า” เขียนเป็นสมการง่ายๆแบบนี้แหล่ะครับ…

ตัวละครหลักที่เป็นตัวดำเนินเรื่อง (ไม่ว่าจะเป็นตัวละครผู้หญิงหรือผู้ชาย) จะเรียกว่า “ตัวเอก” หรือภาษาอังกฤษคือ protagonist
จงสร้างตัวละครที่สมจริงครับ เพราะคนอ่านเวลาอ่านนิยายของเราเขาอยากจะเป็นตัวละครในนิยายที่อ่าน (ภาษาชาวบ้านท้ายตลาดเรียกว่า “อิน” กับเรื่องครับ) ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครให้ไปอยู่ในใจผู้อ่านได้ เมื่อตัวละครเราโศกเศร้า ผู้อ่านก็จะเศร้าตาม ตัวละครหัวเราะหรือดีใจผู้อ่านก็จะเกิดอารมณ์แบบนั้นตามไปด้วย

จงสร้างตัวละครให้มีปมปัญหาในใจ เพราะผู้อ่านจะรู้สึกสงสารตัวละครตัวนั้นไปด้วย “สร้างตัวละครให้เขามีด้านที่อ่อนแอแทนที่จะมีด้านที่แกร่งแต่เพียงอย่างเดียว” โดยปกติแล้ว คนอ่านจะไม่รู้สึกอะไรถ้าตัวละครของเราไม่มีด้านที่อ่อนแอเลย (ภาษาชาวบ้านอีกแล้ว…เรียกว่า ไม่มีใครดีพร้อม เก่งไปซะหมด แม้แต่ซุปเปอร์ฮีโร่ในการ์ตูนของ Marvell เองก็ตามครับ ก็ต้องมีจุดอ่อน อย่างพี่ซุปเปอร์แมนสุดหล่อของเราก็แพ้แท่งคลิปโตไนซ์)

คราวนี้ขั้นตอนล่ะจะทำยังไง การที่จะให้ตัวละครเราตกที่นั่งลำบากโดยจงใจ (จากฝีมือนักเขียนนี่แหล่ะ) มันมีวิธีครับ…ดังนี้เลย

เริ่มจาก “ใส่ปัญหาภายใน (ภายในใจตัวละครเช่น ปมด้อยเรื่องที่เป็นคนโมโหร้าย คิดมาก คิดช้า จนไม่มีใครอยากคบด้วย) และภายนอกให้กับตัวละคร” ปัญหาภายนอกก็เช่นเพื่อนร่วมงานไม่ชอบการวางท่าวางทางของเขา อิจฉาความสามารถของเขาจนคิดจะกำจัดเขา (เว่อร์ไปนิดแต่ก็โอเคอยู่) ตัวละครที่มีปัญหาหรือความขัดแย้ง (conflict) กับตัวเอกเราเรียกตัวละครตัวนั้นว่า antagonist หรือแปลตรงแบบภาษาชาวบ้านว่า “ตัวโกง ปรปักษ์ ศัตรู” อะไรก็แล้วแต่สะดวกจะเรียก

จากนั้นพอเราเตรียมข้างต้นได้ เราก็ทำให้ (เขียน) ปัญหาภายนอกเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้ปัญหาภายในใจตัวเอกทวีความรุนแรงตามไปด้วย ทำให้ตัวเอกรู้สึกว่ารันทดกับชีวิตและยากเย็นเหลือเกินที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวที่เกิดจากตัวละครที่เป็นตัวปรปักษ์ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ตัวเอกสามารถแก้ไขปัญหาภายนอกดังกล่าวได้ ปัญหาภายในใจของเขาก็จะถูกแก้ตามไปด้วย…เช่น ถ้าตัวเอกกำจัดตัวโกงได้ ก็จะไม่ใครมาคอยล้อเลียนเรื่องเขาปากเหม้นอีกต่อไปและปมด้อยเรื่องปากเหม็นก็จะไม่มีอีก” ….นี่คือสิ่งที่สำคัญสำหรับการสร้างเรื่องขึ้นมาครับ

ดังนั้นท่านใดที่เขียนเรื่องทิ้งไว้รอแก้ไข หรือกำลังเขียนเรื่องอยู่ ลองหยุดสักครู่แล้วมองไปที่เรื่องเขียนของเราว่า มีสิ่งที่กล่าวมานี้หรือเปล่า ต่อที่เทคนิคข้อที่ 5 เลยดีกว่า

5 ไม่มีวายร้ายแบบฮาร์ดคอร์100%ในโลกนิยายหรือวรรณกรรม…

ไม่มีวายร้ายหรือ Villain ในนิยาย…

จากเทคนิคข้อสี่ที่เราได้เรียนรู้ สังเกตเห็นว่าปู่เบน โบวาไม่ได้ใช้คำว่าตัวร้าย แทนคำว่า ปรปักษ์หรือศัตรู เพราะในชีวิตจริง (ทางโลกของวรรณกรรม) “ไม่มีใครเป็นตัวร้ายโดยสมบูรณ์แบบ” นั่นหมายความว่า ตัวละครก็ต้องมีสองด้านคือด้านดีและด้านร้ายด้วย และไม่มีใคร (มนุษย์) เลวร้ายถึงขั้นเรียกว่า ปีศาจ ไปได้

ในโลกของนิยายและเรื่องแต่ง มีเพียงแค่ตัวเอกของเรื่องถูกปัญหารุมเร้า และตัวเอกจะต้องแก้ปัญหาเพื่อให้ไปสู่อิสระภาพภายในจิตใจตัวเองและภายนอกกาย นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถเขียนเรื่อง แฮมเล็ต (ไม่ใช่หนูแฮมเตอร์นะครับ…โน๊ตผู้เขียน) จากมุมมองหรือ viewpoint ของ Claudius ซึ่งเป็นกษัติย์ที่สังหารบิดาของแฮมเล็ต และก็แต่งงานกับแม่แฮมเล็ตซะเอง (โอ๊แม่เจ้า…มันร้ายจริงๆ) เราอาจจะเขียนเรื่องจากมุมมองของ Claudius ที่หลงรักภรรยาของน้องชายตัวเอง และกล้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวภรรยาซึ่งเป็นแฟนของน้องชายมาครอบครองให้ได้…แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตัว Claudius ก็ไม่ใช่ตัวร้าย 100% เพราะมันก็มีส่วนดีบ้างล่ะน่า

เทคนิคงานเขียนเรื่องสั้น นิยายจากปู่ “เบน โบวา” (Ben Bova)


บทความนี้คัดมาจาก blog ผมที่ Pantip.com ครับ กะว่าจะเอามารวบรวมไว้ที่นี่ ที่เดียวเลย


ผมอ่านเทคนิคงานเขียนของ Ben Bova ตั้งนานแล้วครับ… เป็นบทความที่ได้จาก internet กับหนังสือวิธีเขียนเรื่องแนว Sci-fi ฉบับภาษาอังกฤษอีกเล่มหนึ่ง (ในเล่มมีการสอนเทคนิคการเขียนเรื่องแนวไซไฟสลับกับเรื่องสั้นที่นำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ด้วย แต่ภาษาในช่วงเรื่องสั้นอ่านยากมากครับ บางเรื่องถึงขั้นอ่านไม่รู้เรื่องเลย ผมก็เลยอ่านเอาแต่เฉพาะภาคทฤษฎีการเขียน) หลังจากนั้นเซฟเก็บไว้ในเครื่อง เห็นว่าแต่เทคนิคละข้อมีประโยชน์มากและเป็นเทคนิคที่น่าสนใจ จึงอยากจะเอามาแบ่งปันให้กับผู้ที่สนใจ…


หลายท่านอาจจะไม่รู้จัก Ben Bova (ชื่อเต็มคือ Benjamin William Bova) แต่ถ้าท่านที่ชอบอ่านเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ต้องคุ้นๆชื่อของ Ben Bova ดี (เรื่องสั้นของ Ben Bova ที่แปลเป็นภาษาไทยยังไม่เคยเห็นครับ) ตอนนี้ปู่เบน อายุ 76 ปีแล้ว แต่ผลิตงานเขียนออกมาเยอะมาก เสียดายครับที่ไม่มี สนพ. ไหนของไทยที่ซื้อเรื่องที่ปู่เลนเขียนมาแปลเป็นภาษาไทยให้อ่าน



ถ้าอยากอ่านงานเขียนของปู่เบนคงต้องหาดาวโหลดเอาครับ ในเวปบิทต่างประเทศมีให้โหลดครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Ben_Bova

เทคนิคงานเขียนของ Ben Bova

1 นักเขียนต้องเขียนทุกวัน

“อย่างอ้างว่าไม่มีเวลาเขียนแต่จงหาเวลาเขียน” วันละหนึ่งชั่วโมงก็ยังดี แต่ขอให้นั่งที่โต๊ะทุกวัน แม้ว่าบางวันจะไม่สามารถ”วางคำ”ลงบนกระดาษได้ก็ตาม (ผมเคยได้ยินมาว่า นักเขียนบางท่านเขียนได้ประโยคเดียวในตอนเช้า และพอตอนเย็นก็ลบประโยคเดียวนั้นทิ้งซะ)

เขียนวันละหน้า เดือนหนึ่งก็ได้สามสิบหน้า พอครบปีก็จะได้หนังสือนิยายหนาๆเล่มหนึ่งเลย

การทำงานเขียนเป็นเรื่องยาก มันง่ายดายมากที่เราจะหาข้ออ้างว่าไม่อยากเขียน ดังนั้นจงหาเวลาเขียนทุกๆวัน ทำให้เป็นนิสัย เรื่องบันเทิงอื่นๆต้องมาเป็นอันดับรองจากงานเขียน

2 นักเขียนต้องอ่านหนังสือให้หลากหลายประเภท

อ่านทุกประเภท ไม่จำเป็นว่าต้องอ่านเรื่องหรือแนวที่เราสนใจเท่านั้น การอ่านหนังสือหลายประเภททำให้เรามีมุมมองที่หลากหลาย และเป็นวัตถุดิบที่ดีในการนำมาสร้างเรื่องที่จะเขียน ประเภทของหนังสือที่เราสามารถหามาอ่านได้เช่น แนวประวัติศาสตร์ นิยาย ชีวประวัติ ท่องเที่ยว หนังสือนิตยสารเกี่ยวกับการค้นพบในวงการวิทยาศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าและที่เราสนใจ

หนังสือหรือนิตยสารเล่มไหนที่เราอ่านแล้วรู้สึกสนุกในครั้งแรก ให้เราลองกลับไปอ่านอีกรอบแต่ครั้งนี้ให้พยายามดูว่าผู้เขียนใช้กลวิธีหรือเทคนิคในการนำเสนออย่างไร อะไรทำให้เรารู้สึกว่าอ่านแล้วสนุก จดโน๊ตหรือจำเอาไว้เพื่อเอาไปใช้

“เราจะเรียนรู้ได้จากการอ่านและวิเคราะห์สิ่งที่อ่านเพื่อนำไปใช้กับงานเขียนของเรา”

3 เขียนเกี่ยวกับคนที่เรารู้จัก

คำแนะนำสำหรับนักเขียนใหม่ที่เรามักได้ยินเสมอคือ เขียนในสิ่งที่เรารู้ เป็นคำแนะนำที่ดีเพราะมันเป็นเรื่องยากที่เราจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางข้ามทะเลทรายถ้าเราไม่เคยเดินทางข้ามทะเลทรายมาก่อน จริงๆแล้วเราอาจจะหาข้อมูลจากการอ่านได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประสบการณ์โดยตรงของเราเอง (ความคิดเห็นของผมเอง : นอกจากว่าเราต้องค้นคว้าอย่างหนักเพื่อเขียนในสิ่งที่เราไม่มีความรู้หรือไม่เชี่ยวชาญ)

การเขียนเกี่ยวกับคนที่เรารู้จัก เพราะตัวละครเป็นหัวใจของนิยายทุกเรื่อง เรื่องที่ดีต้องเริ่มจากตัวละครก่อน ตัวละครที่สร้างขึ้นมาแล้วดูน่าเชื่อถือ สามารถทำให้เรื่องของเราน่าเชื่อถือด้วย แล้วจะสร้างตัวละครจากไหน?

ตัวละครได้มาจากคนที่อยู่รอบๆตัวเรา นักเขียนควรจะสร้างตัวละครขึ้นมาจากต้นแบบที่เป็นคนจริงๆผสมผสานจินตนาการลงไป สร้างตัวละครขึ้นมาจากคนหลายๆคนที่เรารู้จัก ไม่จำเป็นต้องมาจากคนๆเดียวเท่านั้น นักเขียนบางท่านก็สร้างตัวละครขึ้นมาโดยใช้ตัวเองเป็นต้นแบบและนำลักษณะอื่นๆเช่นนิสัย การกระทำของคนที่อยู่รอบๆตัวเข้ามาผสมผสานจนกลายเป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวา และน่าเชื่อถือ

จงมองผู้คนที่รายล้อมรอบตัวเรา…มองให้เห็นความรักของพวกเขาเหล่านั้น ความสนุกร่าเริง ปัญหาของพวกเขา ความกลัว ความหวัง ทั้งหมดนี้คือวัตถุดิบที่คุณสามารถนำมาใช้ในงานเขียนหรือนิยายของคุณได้

คราวหน้าจะมาต่อด้วยเทคนิคข้อที่สี่ เราจะสร้างเรื่องเพื่อเขียนออกมาเป็นนิยายได้ยังไง….