จดหมายตอบปฎิเสธจาก บก. หนังสือที่เราส่งงานเขียนไปให้พิจารณาคือ แรงกระตุ้น ชั้นดี (สำหรับบางคนคิดว่ามันคือสาส์นบั่นทอนจิตใจและความพยายามจากนรก...) จงเขียนอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดเพราะเรื่องแรกที่ส่งไปไม่ผ่านการพิจารณา ไม่มีนักเขียนคนไหนที่ไม่เคยไม่ได้รับจดหมายปฎิเสธจาก บก. ครับ บางคนใช้เวลาสาม สี่ ปีจึงจะเกิดในวงการนิยาย
เขียนเรื่องหนึ่งจบและส่งไปแล้ว อย่ารอที่จะรู้ผลการพิจารณาก่อน ให้ลงมือเขียนเรื่องที่สองต่อทันทีครับ ยิ่งเขียนมาก ยิ่งเรียนรู้เทคนิคมากขึ้น
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคงานเขียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคงานเขียน แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เทคนิคงานเขียน day 9 : ศึกษาวิธี เทคนิคการเขียนจากตำราของนักเขียนชั้นแนวหน้า
อ่านตำราเทคนิคงานเขียนครับ...ผมขอแนะนำเล่มนี้ ของ Stephen King ราชานักเขียนนิยายสยองขวัญ ขายดีไปทั่วโลก


สำนวนการแปลของคุณนพดล นี่ไม่ต้องห่วงเลยครับ สุดยอด... แปลได้มันส์ถึงรักแร้จริงๆ !! เล่มนี้ท่านสตีเฟนคิงก์สอนทุกอย่างเกี่ยวกับงานเขียนจนหมดเปลือก แถมเล่าประวัติตอนเด็กๆและตอนที่เริ่มงานเขียนให้อ่านอีก


สำนวนการแปลของคุณนพดล นี่ไม่ต้องห่วงเลยครับ สุดยอด... แปลได้มันส์ถึงรักแร้จริงๆ !! เล่มนี้ท่านสตีเฟนคิงก์สอนทุกอย่างเกี่ยวกับงานเขียนจนหมดเปลือก แถมเล่าประวัติตอนเด็กๆและตอนที่เริ่มงานเขียนให้อ่านอีก
เทคนิคงานเขียน day 8 : ปล่อยให้มี"ช่องว่าง"บ้าง
เทคนิคงานเขียน day 8 : ปล่อยให้มีช่องว่างในโครงเรื่องหรือ plot บ้าง
เทคนิคนี้คือขั้นตอนการวางโครเรื่องของแต่ละบทครับ ในการวางโครงเรื่อง เราควรวางไว้ หลวมๆ ไม่ควรใส่รายละเอียดจนมากเกินไป เพราะ การที่เราวางโครงเรื่องไว้ละเอียดจะมีผลทางด้าน"จิตวิทยา"เกี่ยวกับแรงจูงใจที่ทำให้เราเขียนจบครับ
แล้วเกี่ยวกันยังไงหว่า?
เกี่ยวครับ ...(ไม่เกี่ยวก็หลุด แหะๆ)
เมื่อวางโครงเรื่องแบบหลวมๆ เราจะรู้สึกว่า "งานยังไม่จบ" โดยปกติคนเราถ้าทำอะไรค้างไว้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ และทำให้รู้สึก"อยากจัดการเรื่องที่ค้างให้จบ" เช่นเดียวกัน หลักการเช่นนี้ใช้ได้กับงานเขียนด้วยครับ "วางไว้หลวมๆ" แล้วตอนเขียนจริงค่อยเพิ่มเติมหรือใส่รายละเอียดลงไปก็ได้ครับ
เทคนิคนี้คือขั้นตอนการวางโครเรื่องของแต่ละบทครับ ในการวางโครงเรื่อง เราควรวางไว้ หลวมๆ ไม่ควรใส่รายละเอียดจนมากเกินไป เพราะ การที่เราวางโครงเรื่องไว้ละเอียดจะมีผลทางด้าน"จิตวิทยา"เกี่ยวกับแรงจูงใจที่ทำให้เราเขียนจบครับ
แล้วเกี่ยวกันยังไงหว่า?
เกี่ยวครับ ...(ไม่เกี่ยวก็หลุด แหะๆ)
เมื่อวางโครงเรื่องแบบหลวมๆ เราจะรู้สึกว่า "งานยังไม่จบ" โดยปกติคนเราถ้าทำอะไรค้างไว้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ และทำให้รู้สึก"อยากจัดการเรื่องที่ค้างให้จบ" เช่นเดียวกัน หลักการเช่นนี้ใช้ได้กับงานเขียนด้วยครับ "วางไว้หลวมๆ" แล้วตอนเขียนจริงค่อยเพิ่มเติมหรือใส่รายละเอียดลงไปก็ได้ครับ
เทคนิคงานเขียน day 7 : เทคนิคสำคัญทางจิตวิทยา…”เพิ่มความมั่นใจโดยการเขียนให้จบตามแผนที่วางไว้”

“เพิ่มความมั่นใจโดยการเขียนให้จบตามแผนที่วางไว้”
การเขียนเรื่องหรือเขียนนิยาย เกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่นใจให้ตัวนักเขียนหรือนักอยากเขียนเองโดยตรงครับ การที่เราได้วางแผนไว้และเริ่มเขียน แต่…เขียนไม่จบสักเรื่อง ยิ่งเขียนหลายเรื่องแต่เขียนไม่จบก็ยิ่งทำลายความมั่นใจของเรา ความมั่นใจในงานเขียนจะลดลงเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนเรื่องหรือนิยายที่เราเริ่มเอาไว้แล้วเขียนไม่จบ… นี่คือข้อเท็จจริงที่สำคัญครับ อ่านต่อ click
งานเขียนนิยายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราหรือนักเขียนเปรียบเสมือนพระเจ้าที่ต้องสร้าง “โลก” และ “ตัวละคร” ในนิยายขึ้นมาเอง ปล่อยให้ตัวละครแสดงในโลกที่เราสร้างขึ้น บรรยายการกระทำ เหตุการณ์ของพวกเขาออกมาเป็นคำพูด และแม้แต่ฆ่าตัวละครบางตัว ถ้าจำเป็นในตอนจบ
ดังนั้น เทคนิคสำหรับนักเขียนหน้าใหม่คือ…การเขียนนิยายสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ ไม่ควรเริ่มเขียนเรื่องยาวๆ ควรเริ่มจากเรื่องสั้นๆซึ่งใช้เวลาไม่มาก พอเราเขียนเรื่องสั้นๆจบเราก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น และจะสั่งสมไปเรื่อยๆตามจำนวนเรื่องที่เราเขียนจบครับ
เทคนิคงานเขียน day 6 : เขียนในแนวที่ชอบและเรื่องที่อยากเขียนจริงๆ
สิ่งสำคัญที่พึงระลึกถึงคือ เรามักทำในสิ่งที่ชอบและอยาก (รัก) ทำได้ดีครับ ดังนั้นไม่เว้นแต่นิยาย เราชอบอ่านนิยายแนวไหนก็ให้เขียนนิยายแนวนั้นก่อนเพราะ
1 เราจะมีข้อมูลเขียนพร้อมที่จะปรับปลี่ยนมาใช้กับนิยายของเรา
2 เรารู้วิธีการดำเนินเรื่องนิยายแนวนั้นๆ (เพราะเราชอบอ่านนี่นา…)
3 เราจะสนุกกับมันเพราะเป็นแนวที่เราชอบ
เมื่อเราเริ่มเขียนนิยายที่เราวางเรื่องไว้ เราจะต้องอยู่กับมันเป็นเดือนๆ บางทีก็เป็นปีๆ ดังนั้นการอยู่กับนิยายที่เราอยากเขียนและสนุกกับมันย่อมดีไปกว่าเรื่องที่เราไม่อยากเขียน แต่ต้องเขียนเพราะ นิยายแนวนั้นมีคนอ่านเยอะ ตลาดกว้าง ถ้าเราจัดอยู่ในกลุ่มนักอยากเขียนประเภทแบบนี้ รับรองว่าเขียนไม่จบแน่ๆครับ เพราะเขียนไปสักพักเราก็จะเบื่อไปก่อน
ใครที่เขียนไปแล้วเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะเขียนต่อ ลองถามตัวเองดูว่า ไอ้เรื่องที่เราเขียนอยู่เราอยากเขียน อยากสร้างโลกในนิยาย และตัวละครขึ้นมาจริงๆไหม? ถ้าเรารู้สึกทุกครั้งที่เปิดคอมฯ พลิกหน้ากระดาษคว้าปากกามาเขียน แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาในหัวว่า “เฮ้อ เบื่อ…นี่ตูต้องเจอกับไอ้ตัวละครตัวนี้อีกเหรอ หรือเฮ้อจะเขียนอะไรต่อดีวะ ไม่เห็นจะน่าสนใจเลย” แนะนำให้คุณรีบหยุดเขียนและเปลี่ยนไปเขียนเรื่องอื่นดีกว่าครับ
1 เราจะมีข้อมูลเขียนพร้อมที่จะปรับปลี่ยนมาใช้กับนิยายของเรา
2 เรารู้วิธีการดำเนินเรื่องนิยายแนวนั้นๆ (เพราะเราชอบอ่านนี่นา…)
3 เราจะสนุกกับมันเพราะเป็นแนวที่เราชอบ
เมื่อเราเริ่มเขียนนิยายที่เราวางเรื่องไว้ เราจะต้องอยู่กับมันเป็นเดือนๆ บางทีก็เป็นปีๆ ดังนั้นการอยู่กับนิยายที่เราอยากเขียนและสนุกกับมันย่อมดีไปกว่าเรื่องที่เราไม่อยากเขียน แต่ต้องเขียนเพราะ นิยายแนวนั้นมีคนอ่านเยอะ ตลาดกว้าง ถ้าเราจัดอยู่ในกลุ่มนักอยากเขียนประเภทแบบนี้ รับรองว่าเขียนไม่จบแน่ๆครับ เพราะเขียนไปสักพักเราก็จะเบื่อไปก่อน
ใครที่เขียนไปแล้วเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะเขียนต่อ ลองถามตัวเองดูว่า ไอ้เรื่องที่เราเขียนอยู่เราอยากเขียน อยากสร้างโลกในนิยาย และตัวละครขึ้นมาจริงๆไหม? ถ้าเรารู้สึกทุกครั้งที่เปิดคอมฯ พลิกหน้ากระดาษคว้าปากกามาเขียน แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาในหัวว่า “เฮ้อ เบื่อ…นี่ตูต้องเจอกับไอ้ตัวละครตัวนี้อีกเหรอ หรือเฮ้อจะเขียนอะไรต่อดีวะ ไม่เห็นจะน่าสนใจเลย” แนะนำให้คุณรีบหยุดเขียนและเปลี่ยนไปเขียนเรื่องอื่นดีกว่าครับ
เทคนิคงานเขียน day 5 : เขียนทุกวัน…เรื่องของอารมณ์ล้วนๆเลย…
เขียนทุกวัน…พูดง่ายแต่ทำยากครับ
การเขียนนิยายเป็นงานศิลปแขนงหนึ่ง เราคงเคยได้ยินว่า ศิลปินนักวาดรูปมักอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” (ไม่รู้ร่างกายผลิตออกมาจากต่อมส่วนไหนของร่างกาย จึงมีอิทธิพลต่อการกระทำเรื่องต่างๆของมนุษย์มากขนาดนี้) เพื่อเป็นสิ่งกระตุ้นให้ตัวเองอยากวาดภาพ วันไหนไม่มีอารมณ์อยากวาด อย่าว่าแต่วาดรูปง่ายๆเลย แค่จะหยิบภู่กันขึ้นมาแคะรูจมูกยังไม่อยากทำเลย …
นักเขียนไม่ต่างอะไรไปจากศิลปินครับ… ชอบเอาอารมณ์มาผูกกับนิสัยบังคับให้ตัวเองเขียนอยู่เหมือนกัน วันไหนไม่มีอารมณ์ เผลอๆไม่ได้สักตัวอักษร ยิ่งสมัยนี้ต้องมีขั้นตอนหลายขั้นก่อนจะเขียน เริ่มจากเปิดคอมพิวเตอร์ รอวินโดวส์บู้ท (ทำไม Windows ไม่เปิดปุ๊บติดปั๊บเหมือนทีวีฟะ) เปิด MS Word ขึ้นมาเพื่อลงมือพิมพ์ ยิ่งทำให้ไม่มีอารมณ์หนักไปใหญ่ เพราะยุ่งยากกว่าสมัยก่อนซึ่งแค่ยัดกระดาษขาวลงช่องของพิมพ์ดีดแค่นั้น….ก็ลงมือร่ายเรื่องราวได้แล้ว
ดังนั้นการเขียนให้ได้ทุกวันไม่ใช่ของง่ายที่จะทำสำเร็จกันได้ทุกคน บางคนบอกว่า “สามารถบังคับตัวเองให้เขียนได้ทุกวันแต่งานเขียนที่ปราศจากอารมณ์อยากเขียนมันก็เหมือนหนุ่มหล่อที่เต้นรำบนเวทีกับสาวสวยด้วยอาการแข็งเป็นสากกะเบือ งานที่ออกมาจึงไร้ชีวิตชีวา แบบนี้ไม่เขียนดีกว่า”
แต่ละท่านคงหาคำตอบให้เรื่องนี้ได้ เพราะแต่ละคนมีข้อจำกัดและเอกลักษณ์ นิสัย ภาระหน้าที่ ชีวิตที่ไม่เหมือนกันครับ แต่ท้ายสุดแล้ว สิ่งที่เราต้องการคือเป้าหมายเดียวกัน…เราต้องตอบโจทย์คำถามที่ว่า… “ทำยังไงให้เราเขียนนิยาย เรื่องสั้นได้ทุกวัน?”
การเขียนนิยายเป็นงานศิลปแขนงหนึ่ง เราคงเคยได้ยินว่า ศิลปินนักวาดรูปมักอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” (ไม่รู้ร่างกายผลิตออกมาจากต่อมส่วนไหนของร่างกาย จึงมีอิทธิพลต่อการกระทำเรื่องต่างๆของมนุษย์มากขนาดนี้) เพื่อเป็นสิ่งกระตุ้นให้ตัวเองอยากวาดภาพ วันไหนไม่มีอารมณ์อยากวาด อย่าว่าแต่วาดรูปง่ายๆเลย แค่จะหยิบภู่กันขึ้นมาแคะรูจมูกยังไม่อยากทำเลย …
นักเขียนไม่ต่างอะไรไปจากศิลปินครับ… ชอบเอาอารมณ์มาผูกกับนิสัยบังคับให้ตัวเองเขียนอยู่เหมือนกัน วันไหนไม่มีอารมณ์ เผลอๆไม่ได้สักตัวอักษร ยิ่งสมัยนี้ต้องมีขั้นตอนหลายขั้นก่อนจะเขียน เริ่มจากเปิดคอมพิวเตอร์ รอวินโดวส์บู้ท (ทำไม Windows ไม่เปิดปุ๊บติดปั๊บเหมือนทีวีฟะ) เปิด MS Word ขึ้นมาเพื่อลงมือพิมพ์ ยิ่งทำให้ไม่มีอารมณ์หนักไปใหญ่ เพราะยุ่งยากกว่าสมัยก่อนซึ่งแค่ยัดกระดาษขาวลงช่องของพิมพ์ดีดแค่นั้น….ก็ลงมือร่ายเรื่องราวได้แล้ว
ดังนั้นการเขียนให้ได้ทุกวันไม่ใช่ของง่ายที่จะทำสำเร็จกันได้ทุกคน บางคนบอกว่า “สามารถบังคับตัวเองให้เขียนได้ทุกวันแต่งานเขียนที่ปราศจากอารมณ์อยากเขียนมันก็เหมือนหนุ่มหล่อที่เต้นรำบนเวทีกับสาวสวยด้วยอาการแข็งเป็นสากกะเบือ งานที่ออกมาจึงไร้ชีวิตชีวา แบบนี้ไม่เขียนดีกว่า”
แต่ละท่านคงหาคำตอบให้เรื่องนี้ได้ เพราะแต่ละคนมีข้อจำกัดและเอกลักษณ์ นิสัย ภาระหน้าที่ ชีวิตที่ไม่เหมือนกันครับ แต่ท้ายสุดแล้ว สิ่งที่เราต้องการคือเป้าหมายเดียวกัน…เราต้องตอบโจทย์คำถามที่ว่า… “ทำยังไงให้เราเขียนนิยาย เรื่องสั้นได้ทุกวัน?”
เทคนิคงานเขียน day 4 : รักษาคำมั่นสัญญากับตัวเอง
รักษาคำมั่นสัญญากับตัวเอง หลังจากที่วางแผนการเขียนแล้ว การเขียนให้จบตามแผนที่วางไว้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆครับ เพราะยิ่งเราเขียนทิ้งเขียนขว้าง (เขียนไม่จบนั่นแหล่ะ) มากแค่ไหน ยิ่งทำให้ความมั่นใจเราลดลงแค่นั้น และคุณก็จะมีแนวโน้มที่จะเขียนไม่จบในเรื่องที่ตามมาอีกหลายเรื่อง
เราต้องรักษาคำมั่นที่ให้กับตัวเองไว้ครับ ทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ จะเขียนได้วันละกี่หน้าก็ขอให้เขียน เขียนทุกวันให้พฤติกรรมการเขียนซึมเข้าไปในความรู้สึกและร่างกายเราจนกลายเป็นนิสัย ถึงขั้นที่วันไหนไม่ได้เขียนก็จะทนไม่ได้
เราต้องรักษาคำมั่นที่ให้กับตัวเองไว้ครับ ทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ จะเขียนได้วันละกี่หน้าก็ขอให้เขียน เขียนทุกวันให้พฤติกรรมการเขียนซึมเข้าไปในความรู้สึกและร่างกายเราจนกลายเป็นนิสัย ถึงขั้นที่วันไหนไม่ได้เขียนก็จะทนไม่ได้
เทคนิคงานเขียน day 3 : วางแผนก่อนเขียน
วางแผนก่อนเขียน เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆครับ การเขียนไปโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง ย่อมไม่ต่างอะไรกับการขับรถไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ว่าจะไปไหน นั่นย่อมทำให้ต้องเปลืองน้ำมันและเสียเวลา… เช่นเดียวกันถ้าไม่วางแผนการเขียนจากประสบการณ์ของผมเองโอกาสที่จะเขียนจบเรื่องนี่จะต่ำมาก เพราะไม่มีแผนให้เป็นตัวคอยจี้บังคับให้เขียนทุกวัน…
การเขียนก็เช่นเดียวกันครับ จะเขียนอะไรก็ต้องวางแผนไว้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น จะเขียนนิยายเรื่องนึง มีความยาว 200 หน้า A4 จะให้มีจำนวน 20 บท เราก็กะคร่าวๆว่าจะให้บทละกี่หน้า 200 หน้าก็จะได้บทละ 10 หน้าพอดี คราวนี้ก็มาว่ากันต่อว่า แต่ละบทจะเขียนก็วัน เช่น เขียน 10 วันต่อบท ตกแล้ววันละ 1 หน้า ดังนั้น 200 หน้าก็ใช้เวลา 200 วัน ก็รวมระยะเวลาเขียนร่างแรกทั้งหมดประมาณ6-7เดือนครับ นี่คือนับรวมเสาร์ อาทิตย์เข้าไปด้วย
การวางแผนแบบนี้จะทำให้เรารู้ว่า นิยายของเราจะเขียนจบเมื่อไหร่ครับ และจะใช้เวลาที่เหลืออีกกี่วันเพื่อแก้ไขร่างแรกให้สมบูรณ์มากขึ้น
การเขียนก็เช่นเดียวกันครับ จะเขียนอะไรก็ต้องวางแผนไว้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น จะเขียนนิยายเรื่องนึง มีความยาว 200 หน้า A4 จะให้มีจำนวน 20 บท เราก็กะคร่าวๆว่าจะให้บทละกี่หน้า 200 หน้าก็จะได้บทละ 10 หน้าพอดี คราวนี้ก็มาว่ากันต่อว่า แต่ละบทจะเขียนก็วัน เช่น เขียน 10 วันต่อบท ตกแล้ววันละ 1 หน้า ดังนั้น 200 หน้าก็ใช้เวลา 200 วัน ก็รวมระยะเวลาเขียนร่างแรกทั้งหมดประมาณ6-7เดือนครับ นี่คือนับรวมเสาร์ อาทิตย์เข้าไปด้วย
การวางแผนแบบนี้จะทำให้เรารู้ว่า นิยายของเราจะเขียนจบเมื่อไหร่ครับ และจะใช้เวลาที่เหลืออีกกี่วันเพื่อแก้ไขร่างแรกให้สมบูรณ์มากขึ้น
เทคนิคงานเขียน day 2 : แนวเรื่องที่เขียน
นักอยากเขียนส่วนมาก มักจะเขียนแนวเรื่องที่ตนเองชอบอ่าน เพราะมีข้อมูลสำหรับเขียนเตรียมไว้ในหัวหรือใกล้ตัวเยอะอยู่แล้ว การเขียนแนวเรื่องที่ตัวเองสนใจทำให้ระหว่างเขียนเราจะสนุกกับงานเขียน ไม่รู้สึกทรมานและลื่นใหลในการเขียน
เลือกแนวที่คุณต้องการและลงมือเขียนได้เลย
แนวเรื่องอันได้แก่
แนวไซไฟ แฟนตาซี
แนวผจญภัย
แนวรักกุ๊กกิ๊ก
แนวเพื่อชีวิตหนักๆ
แนวผี เขย่าขวัญ
แนวฆาตรกรรมซ่อนเงื่อน สามสิบตลบ
แนวตื่นเต้นแก้ไขปริศนาแบบเรื่อง ดาวินซี่โค้ด
และอีกหลายๆแนวที่สามารถเขียนได้
เลือกแนวที่คุณต้องการและลงมือเขียนได้เลย
แนวเรื่องอันได้แก่
แนวไซไฟ แฟนตาซี
แนวผจญภัย
แนวรักกุ๊กกิ๊ก
แนวเพื่อชีวิตหนักๆ
แนวผี เขย่าขวัญ
แนวฆาตรกรรมซ่อนเงื่อน สามสิบตลบ
แนวตื่นเต้นแก้ไขปริศนาแบบเรื่อง ดาวินซี่โค้ด
และอีกหลายๆแนวที่สามารถเขียนได้
เทคนิคงานเขียน day 1 : เขียนทำไม?
เทคนิคงานเขียน day 1 : เขียนทำไม?เขียนทำไม?
คำถามนี้ผู้เขียนหรือผู้อยากจะเป็นนักเขียนสามารถตอบคำถามได้ดีกว่าผม
1 เขียนเพราะอยากเป็นนักเขียน เท่ห์ดี
2 เขียนเพราะอยากได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว
3 เขียนเพราะอยากปลดปล่อยจินตนาการ
4 เขียนเพราะยังไม่มีหนังสือนิยายที่เขียนออกมาได้ดั่งใจตนซึ่งอยากจะอ่านแนวนั้น
5 เขียนเพราะว่าง ไม่รู้ทำอะไรดี
6 เขียนเพราะอยากรู้ว่าวงการนักเขียนเป็นยังไง
ไม่ว่าคุณจะเขียนด้วยสาเหตุอะไร สิ่งที่คุณต้องเจอแน่ๆคือ การลงมือเขียน ด้วยสมอง ปากกา สมุดหรือคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นนักเขียนโดยที่ไม่ลงมือเขียน แต่เมื่อไหร่ที่คุณเขียน คุณต้องวางแผนก่อนเขียน มิฉะนั้น คุณจะไม่ต่างอะไรกับการนั่งเรือออกทะเลโดยไม่มีจุดหมายปลายทางหรือแม้กระทั่งเข็มทิศ
จำไว้ว่า…งานเขียนเป็นงานที่ต้องทำคนเดียว คุณต้องสร้างโลกสมมติขึ้นมาและโยนตัวละครลงไปในนั้น
คำถามนี้ผู้เขียนหรือผู้อยากจะเป็นนักเขียนสามารถตอบคำถามได้ดีกว่าผม
1 เขียนเพราะอยากเป็นนักเขียน เท่ห์ดี
2 เขียนเพราะอยากได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว
3 เขียนเพราะอยากปลดปล่อยจินตนาการ
4 เขียนเพราะยังไม่มีหนังสือนิยายที่เขียนออกมาได้ดั่งใจตนซึ่งอยากจะอ่านแนวนั้น
5 เขียนเพราะว่าง ไม่รู้ทำอะไรดี
6 เขียนเพราะอยากรู้ว่าวงการนักเขียนเป็นยังไง
ไม่ว่าคุณจะเขียนด้วยสาเหตุอะไร สิ่งที่คุณต้องเจอแน่ๆคือ การลงมือเขียน ด้วยสมอง ปากกา สมุดหรือคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นนักเขียนโดยที่ไม่ลงมือเขียน แต่เมื่อไหร่ที่คุณเขียน คุณต้องวางแผนก่อนเขียน มิฉะนั้น คุณจะไม่ต่างอะไรกับการนั่งเรือออกทะเลโดยไม่มีจุดหมายปลายทางหรือแม้กระทั่งเข็มทิศ
จำไว้ว่า…งานเขียนเป็นงานที่ต้องทำคนเดียว คุณต้องสร้างโลกสมมติขึ้นมาและโยนตัวละครลงไปในนั้น
Plot template หรือ เทมเพลตสำหรับโครงเรื่อง
เอาเทมเพลตมาแจกครับ เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการเขียนนิยาย เรื่องสั้น โดยวางเรื่องคร่าวๆไว้ก่อน
ใคร
ทำอะไร
ที่ไหน
เมื่อไหร
อย่างไร
ทำไมต้องทำ
โครงเรื่องหลัก (Main plot)
โครงเรื่องย่อย 1 (Sub plot1)
โครงเรื่องย่อย 2 (Sub plot2)
โครงเรื่องย่อย 3 (Sub plot3)
จุดหักมุม
จุดคลี่คลาย
- —- มายกตัวอย่างดีกว่าครับ —- -
ใคร แม๊กกี้สาวนักบัญชี อายุสามสิบ
ทำอะไร อยากมีแฟน ตกหลุมรักหนุ่มก่อสร้าง
ที่ไหน ไซต์งานข้างออฟฟิตหล่อน
เมื่อไหร เมื่อวันหนึ่งในฤดูฝน
อย่างไร หล่อนออกไปซื้อกาแฟสดแล้วเจอหนุ่มก่อสร้างกำลังนั่งกินข้าว
ทำไมต้องทำ แม็กกี้รักหนุ่มก่อสร้างเพราะเขามีร่างกายที่แข็งแรง มีกล้ามโต
โครงเรื่องหลัก (Main plot) แม็กกี้เจอหนุ่มก่อสร้างที่ร้านข้าว
โครงเรื่องย่อย 1 (Sub plot1) ปูมหลังของหนุ่มก่อสร้าง เขาเกลียดผู้หญิงเพราะแม่ทิ้งพ่อกับเขาไป
โครงเรื่องย่อย 2 (Sub plot2) แม็กกี้พยายามหาวิธีคุยกับเขา
โครงเรื่องย่อย 3 (Sub plot3) ….
จุดหักมุม หนุ่มก่อสร้างเป็ยเกย์…
จุดคลี่คลาย แม็กกี้อกหัก ทำใจได้ และคบหนุ่มก่อสร้างเป็นแค่เพื่อน
ใคร
ทำอะไร
ที่ไหน
เมื่อไหร
อย่างไร
ทำไมต้องทำ
โครงเรื่องหลัก (Main plot)
โครงเรื่องย่อย 1 (Sub plot1)
โครงเรื่องย่อย 2 (Sub plot2)
โครงเรื่องย่อย 3 (Sub plot3)
จุดหักมุม
จุดคลี่คลาย
- —- มายกตัวอย่างดีกว่าครับ —- -
ใคร แม๊กกี้สาวนักบัญชี อายุสามสิบ
ทำอะไร อยากมีแฟน ตกหลุมรักหนุ่มก่อสร้าง
ที่ไหน ไซต์งานข้างออฟฟิตหล่อน
เมื่อไหร เมื่อวันหนึ่งในฤดูฝน
อย่างไร หล่อนออกไปซื้อกาแฟสดแล้วเจอหนุ่มก่อสร้างกำลังนั่งกินข้าว
ทำไมต้องทำ แม็กกี้รักหนุ่มก่อสร้างเพราะเขามีร่างกายที่แข็งแรง มีกล้ามโต
โครงเรื่องหลัก (Main plot) แม็กกี้เจอหนุ่มก่อสร้างที่ร้านข้าว
โครงเรื่องย่อย 1 (Sub plot1) ปูมหลังของหนุ่มก่อสร้าง เขาเกลียดผู้หญิงเพราะแม่ทิ้งพ่อกับเขาไป
โครงเรื่องย่อย 2 (Sub plot2) แม็กกี้พยายามหาวิธีคุยกับเขา
โครงเรื่องย่อย 3 (Sub plot3) ….
จุดหักมุม หนุ่มก่อสร้างเป็ยเกย์…
จุดคลี่คลาย แม็กกี้อกหัก ทำใจได้ และคบหนุ่มก่อสร้างเป็นแค่เพื่อน
เทคนิคงานเขียนเรื่องสั้น นิยายจากปู่ “เบน โบวา” (Ben Bova) ตอนที่ 3
เริ่มต้นนิยายที่กลางเรื่อง
เบน โบวา แนะนำให้เราเริ่มต้นนิยายที่กลางเรื่องครับ คือเรามี plot เตรียมไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ แทนที่เราจะเขียนโดยเริ่มจากตอนต้นไปเรื่อยๆจนถึงตอนกลางและตอนจบ เราก็จับเอาเหตุการณ์สำคัญที่ตั้งใจจะให้เกิดตอนกลางเรื่องมาขึ้นก่อนเลย สิ่งที่เราจะเล่าคือ ตัวละครกำลังย่ำแย่เพราะถูกปัญหารุมเร้า ส่วนเรื่องแบ็คกราวด์ของตัวละครที่เรา หรือหลายๆคนมักจะเริ่มเล่าตอนแรกนั้น …
เราสามารถนำส่วนนี้แทรกไว้ในเรื่องได้ในทุกๆช่วงครับ เพราะการฮุคหรือ hook ผู้อ่านเอาไว้ด้วยเหตุการณ์สำคัญๆนั้นเป็นเทคนิคการเขียนที่สามารถดึงผู้อ่านให้อ่านหรือพลิกไปหน้าต่อไปได้จนไม่สามารถวางหนังสือลง
(เจ้าของ blog ขอแนะนำเพิ่มเติมครับ ท่านใดที่สนใจการเขียนแบบ hook คนอ่านแบบเทคนิคระดับเซียน ผมแนะนำให้เอา นิยายของ ฮาลาน โคเบน ทุกเล่มมาอ่านครับ)
ในเรื่องสั้น ด้วยความที่หน้ากระดาษจำกัด ดังนั้นการเข้าเรื่องให้เร็วจึงสำคัญกว่าการที่เราจะมาพล่ามบ่นหรือเล่าไปเรื่อยๆ เราสามารถใส่แบ็คกราวด์ รายละเอียดของตัวละครได้จากการกระทำหรือบทสนทนาครับ (Show don’t tell หรือแสดงให้เห็นดีกว่าบอกตรงๆ)
เบน โบวา แนะนำให้เราเริ่มต้นนิยายที่กลางเรื่องครับ คือเรามี plot เตรียมไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ แทนที่เราจะเขียนโดยเริ่มจากตอนต้นไปเรื่อยๆจนถึงตอนกลางและตอนจบ เราก็จับเอาเหตุการณ์สำคัญที่ตั้งใจจะให้เกิดตอนกลางเรื่องมาขึ้นก่อนเลย สิ่งที่เราจะเล่าคือ ตัวละครกำลังย่ำแย่เพราะถูกปัญหารุมเร้า ส่วนเรื่องแบ็คกราวด์ของตัวละครที่เรา หรือหลายๆคนมักจะเริ่มเล่าตอนแรกนั้น …
เราสามารถนำส่วนนี้แทรกไว้ในเรื่องได้ในทุกๆช่วงครับ เพราะการฮุคหรือ hook ผู้อ่านเอาไว้ด้วยเหตุการณ์สำคัญๆนั้นเป็นเทคนิคการเขียนที่สามารถดึงผู้อ่านให้อ่านหรือพลิกไปหน้าต่อไปได้จนไม่สามารถวางหนังสือลง
(เจ้าของ blog ขอแนะนำเพิ่มเติมครับ ท่านใดที่สนใจการเขียนแบบ hook คนอ่านแบบเทคนิคระดับเซียน ผมแนะนำให้เอา นิยายของ ฮาลาน โคเบน ทุกเล่มมาอ่านครับ)
ในเรื่องสั้น ด้วยความที่หน้ากระดาษจำกัด ดังนั้นการเข้าเรื่องให้เร็วจึงสำคัญกว่าการที่เราจะมาพล่ามบ่นหรือเล่าไปเรื่อยๆ เราสามารถใส่แบ็คกราวด์ รายละเอียดของตัวละครได้จากการกระทำหรือบทสนทนาครับ (Show don’t tell หรือแสดงให้เห็นดีกว่าบอกตรงๆ)
เทคนิคงานเขียนเรื่องสั้น นิยายจากปู่ “เบน โบวา” (Ben Bova) ตอนที่ 2
สวัสดีครับ ผมเรียบเรียง เทคนิคงานเขียนจากปู่เบน ตอนที่หนึ่งไว้นานมากแล้ว ตอนนี้มีเวลาก็เลยนำมาเสนอต่อเทคนิคตนอที่ 4 ต่อครับ ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับว่า ผมใช้วิธีอ่านแล้วเรียบเรียงเอาเองเพื่อให้อ่านง่าย ไม่ได้แปลจากคำแนะนำหรือต้นฉบับเนื้อความภาษาอังกฤษแบบตรงตามประโยคเป๊ะๆ เริ่มกันเลยดีกว่าครับ
4 เทคนิคการสร้างเรื่องเพื่อเขียนเป็นนิยาย หรือเรื่องสั้น
นิยายหรือเรื่องสั้นจะเกิดขึ้นได้จาก การที่เรามี”ตัวละคร”กับ”ปัญหา”ที่ตัวละครเราต้องเจอ…มีแค่นี้เองครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากกว่านี้ ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถสร้างฉาก เขียนบรรยายประโยคซะสวยหรูหรือสร้างตัวละครได้สมจริงมากแค่ไหน แต่ถ้าเรื่องของคุณ ไม่มี”ตัวละครกับปัญหาที่ตัวละครต้องผจญ” เรื่องของคุณจะถูกปฎิเสธจากบรรณาธิการทันทีครับ ดังนั้นท่องไว้ในใจครับว่า “ตัวละคร+ปัญหา=เรื่องที่จะเล่า” เขียนเป็นสมการง่ายๆแบบนี้แหล่ะครับ…
ตัวละครหลักที่เป็นตัวดำเนินเรื่อง (ไม่ว่าจะเป็นตัวละครผู้หญิงหรือผู้ชาย) จะเรียกว่า “ตัวเอก” หรือภาษาอังกฤษคือ protagonist
จงสร้างตัวละครที่สมจริงครับ เพราะคนอ่านเวลาอ่านนิยายของเราเขาอยากจะเป็นตัวละครในนิยายที่อ่าน (ภาษาชาวบ้านท้ายตลาดเรียกว่า “อิน” กับเรื่องครับ) ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครให้ไปอยู่ในใจผู้อ่านได้ เมื่อตัวละครเราโศกเศร้า ผู้อ่านก็จะเศร้าตาม ตัวละครหัวเราะหรือดีใจผู้อ่านก็จะเกิดอารมณ์แบบนั้นตามไปด้วย
จงสร้างตัวละครให้มีปมปัญหาในใจ เพราะผู้อ่านจะรู้สึกสงสารตัวละครตัวนั้นไปด้วย “สร้างตัวละครให้เขามีด้านที่อ่อนแอแทนที่จะมีด้านที่แกร่งแต่เพียงอย่างเดียว” โดยปกติแล้ว คนอ่านจะไม่รู้สึกอะไรถ้าตัวละครของเราไม่มีด้านที่อ่อนแอเลย (ภาษาชาวบ้านอีกแล้ว…เรียกว่า ไม่มีใครดีพร้อม เก่งไปซะหมด แม้แต่ซุปเปอร์ฮีโร่ในการ์ตูนของ Marvell เองก็ตามครับ ก็ต้องมีจุดอ่อน อย่างพี่ซุปเปอร์แมนสุดหล่อของเราก็แพ้แท่งคลิปโตไนซ์)
คราวนี้ขั้นตอนล่ะจะทำยังไง การที่จะให้ตัวละครเราตกที่นั่งลำบากโดยจงใจ (จากฝีมือนักเขียนนี่แหล่ะ) มันมีวิธีครับ…ดังนี้เลย
เริ่มจาก “ใส่ปัญหาภายใน (ภายในใจตัวละครเช่น ปมด้อยเรื่องที่เป็นคนโมโหร้าย คิดมาก คิดช้า จนไม่มีใครอยากคบด้วย) และภายนอกให้กับตัวละคร” ปัญหาภายนอกก็เช่นเพื่อนร่วมงานไม่ชอบการวางท่าวางทางของเขา อิจฉาความสามารถของเขาจนคิดจะกำจัดเขา (เว่อร์ไปนิดแต่ก็โอเคอยู่) ตัวละครที่มีปัญหาหรือความขัดแย้ง (conflict) กับตัวเอกเราเรียกตัวละครตัวนั้นว่า antagonist หรือแปลตรงแบบภาษาชาวบ้านว่า “ตัวโกง ปรปักษ์ ศัตรู” อะไรก็แล้วแต่สะดวกจะเรียก
จากนั้นพอเราเตรียมข้างต้นได้ เราก็ทำให้ (เขียน) ปัญหาภายนอกเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้ปัญหาภายในใจตัวเอกทวีความรุนแรงตามไปด้วย ทำให้ตัวเอกรู้สึกว่ารันทดกับชีวิตและยากเย็นเหลือเกินที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวที่เกิดจากตัวละครที่เป็นตัวปรปักษ์ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ตัวเอกสามารถแก้ไขปัญหาภายนอกดังกล่าวได้ ปัญหาภายในใจของเขาก็จะถูกแก้ตามไปด้วย…เช่น ถ้าตัวเอกกำจัดตัวโกงได้ ก็จะไม่ใครมาคอยล้อเลียนเรื่องเขาปากเหม้นอีกต่อไปและปมด้อยเรื่องปากเหม็นก็จะไม่มีอีก” ….นี่คือสิ่งที่สำคัญสำหรับการสร้างเรื่องขึ้นมาครับ
ดังนั้นท่านใดที่เขียนเรื่องทิ้งไว้รอแก้ไข หรือกำลังเขียนเรื่องอยู่ ลองหยุดสักครู่แล้วมองไปที่เรื่องเขียนของเราว่า มีสิ่งที่กล่าวมานี้หรือเปล่า ต่อที่เทคนิคข้อที่ 5 เลยดีกว่า
5 ไม่มีวายร้ายแบบฮาร์ดคอร์100%ในโลกนิยายหรือวรรณกรรม…
ไม่มีวายร้ายหรือ Villain ในนิยาย…
จากเทคนิคข้อสี่ที่เราได้เรียนรู้ สังเกตเห็นว่าปู่เบน โบวาไม่ได้ใช้คำว่าตัวร้าย แทนคำว่า ปรปักษ์หรือศัตรู เพราะในชีวิตจริง (ทางโลกของวรรณกรรม) “ไม่มีใครเป็นตัวร้ายโดยสมบูรณ์แบบ” นั่นหมายความว่า ตัวละครก็ต้องมีสองด้านคือด้านดีและด้านร้ายด้วย และไม่มีใคร (มนุษย์) เลวร้ายถึงขั้นเรียกว่า ปีศาจ ไปได้
ในโลกของนิยายและเรื่องแต่ง มีเพียงแค่ตัวเอกของเรื่องถูกปัญหารุมเร้า และตัวเอกจะต้องแก้ปัญหาเพื่อให้ไปสู่อิสระภาพภายในจิตใจตัวเองและภายนอกกาย นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถเขียนเรื่อง แฮมเล็ต (ไม่ใช่หนูแฮมเตอร์นะครับ…โน๊ตผู้เขียน) จากมุมมองหรือ viewpoint ของ Claudius ซึ่งเป็นกษัติย์ที่สังหารบิดาของแฮมเล็ต และก็แต่งงานกับแม่แฮมเล็ตซะเอง (โอ๊แม่เจ้า…มันร้ายจริงๆ) เราอาจจะเขียนเรื่องจากมุมมองของ Claudius ที่หลงรักภรรยาของน้องชายตัวเอง และกล้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวภรรยาซึ่งเป็นแฟนของน้องชายมาครอบครองให้ได้…แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตัว Claudius ก็ไม่ใช่ตัวร้าย 100% เพราะมันก็มีส่วนดีบ้างล่ะน่า
4 เทคนิคการสร้างเรื่องเพื่อเขียนเป็นนิยาย หรือเรื่องสั้น
นิยายหรือเรื่องสั้นจะเกิดขึ้นได้จาก การที่เรามี”ตัวละคร”กับ”ปัญหา”ที่ตัวละครเราต้องเจอ…มีแค่นี้เองครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากกว่านี้ ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถสร้างฉาก เขียนบรรยายประโยคซะสวยหรูหรือสร้างตัวละครได้สมจริงมากแค่ไหน แต่ถ้าเรื่องของคุณ ไม่มี”ตัวละครกับปัญหาที่ตัวละครต้องผจญ” เรื่องของคุณจะถูกปฎิเสธจากบรรณาธิการทันทีครับ ดังนั้นท่องไว้ในใจครับว่า “ตัวละคร+ปัญหา=เรื่องที่จะเล่า” เขียนเป็นสมการง่ายๆแบบนี้แหล่ะครับ…
ตัวละครหลักที่เป็นตัวดำเนินเรื่อง (ไม่ว่าจะเป็นตัวละครผู้หญิงหรือผู้ชาย) จะเรียกว่า “ตัวเอก” หรือภาษาอังกฤษคือ protagonist
จงสร้างตัวละครที่สมจริงครับ เพราะคนอ่านเวลาอ่านนิยายของเราเขาอยากจะเป็นตัวละครในนิยายที่อ่าน (ภาษาชาวบ้านท้ายตลาดเรียกว่า “อิน” กับเรื่องครับ) ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครให้ไปอยู่ในใจผู้อ่านได้ เมื่อตัวละครเราโศกเศร้า ผู้อ่านก็จะเศร้าตาม ตัวละครหัวเราะหรือดีใจผู้อ่านก็จะเกิดอารมณ์แบบนั้นตามไปด้วย
จงสร้างตัวละครให้มีปมปัญหาในใจ เพราะผู้อ่านจะรู้สึกสงสารตัวละครตัวนั้นไปด้วย “สร้างตัวละครให้เขามีด้านที่อ่อนแอแทนที่จะมีด้านที่แกร่งแต่เพียงอย่างเดียว” โดยปกติแล้ว คนอ่านจะไม่รู้สึกอะไรถ้าตัวละครของเราไม่มีด้านที่อ่อนแอเลย (ภาษาชาวบ้านอีกแล้ว…เรียกว่า ไม่มีใครดีพร้อม เก่งไปซะหมด แม้แต่ซุปเปอร์ฮีโร่ในการ์ตูนของ Marvell เองก็ตามครับ ก็ต้องมีจุดอ่อน อย่างพี่ซุปเปอร์แมนสุดหล่อของเราก็แพ้แท่งคลิปโตไนซ์)
คราวนี้ขั้นตอนล่ะจะทำยังไง การที่จะให้ตัวละครเราตกที่นั่งลำบากโดยจงใจ (จากฝีมือนักเขียนนี่แหล่ะ) มันมีวิธีครับ…ดังนี้เลย
เริ่มจาก “ใส่ปัญหาภายใน (ภายในใจตัวละครเช่น ปมด้อยเรื่องที่เป็นคนโมโหร้าย คิดมาก คิดช้า จนไม่มีใครอยากคบด้วย) และภายนอกให้กับตัวละคร” ปัญหาภายนอกก็เช่นเพื่อนร่วมงานไม่ชอบการวางท่าวางทางของเขา อิจฉาความสามารถของเขาจนคิดจะกำจัดเขา (เว่อร์ไปนิดแต่ก็โอเคอยู่) ตัวละครที่มีปัญหาหรือความขัดแย้ง (conflict) กับตัวเอกเราเรียกตัวละครตัวนั้นว่า antagonist หรือแปลตรงแบบภาษาชาวบ้านว่า “ตัวโกง ปรปักษ์ ศัตรู” อะไรก็แล้วแต่สะดวกจะเรียก
จากนั้นพอเราเตรียมข้างต้นได้ เราก็ทำให้ (เขียน) ปัญหาภายนอกเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้ปัญหาภายในใจตัวเอกทวีความรุนแรงตามไปด้วย ทำให้ตัวเอกรู้สึกว่ารันทดกับชีวิตและยากเย็นเหลือเกินที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวที่เกิดจากตัวละครที่เป็นตัวปรปักษ์ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ตัวเอกสามารถแก้ไขปัญหาภายนอกดังกล่าวได้ ปัญหาภายในใจของเขาก็จะถูกแก้ตามไปด้วย…เช่น ถ้าตัวเอกกำจัดตัวโกงได้ ก็จะไม่ใครมาคอยล้อเลียนเรื่องเขาปากเหม้นอีกต่อไปและปมด้อยเรื่องปากเหม็นก็จะไม่มีอีก” ….นี่คือสิ่งที่สำคัญสำหรับการสร้างเรื่องขึ้นมาครับ
ดังนั้นท่านใดที่เขียนเรื่องทิ้งไว้รอแก้ไข หรือกำลังเขียนเรื่องอยู่ ลองหยุดสักครู่แล้วมองไปที่เรื่องเขียนของเราว่า มีสิ่งที่กล่าวมานี้หรือเปล่า ต่อที่เทคนิคข้อที่ 5 เลยดีกว่า
5 ไม่มีวายร้ายแบบฮาร์ดคอร์100%ในโลกนิยายหรือวรรณกรรม…
ไม่มีวายร้ายหรือ Villain ในนิยาย…
จากเทคนิคข้อสี่ที่เราได้เรียนรู้ สังเกตเห็นว่าปู่เบน โบวาไม่ได้ใช้คำว่าตัวร้าย แทนคำว่า ปรปักษ์หรือศัตรู เพราะในชีวิตจริง (ทางโลกของวรรณกรรม) “ไม่มีใครเป็นตัวร้ายโดยสมบูรณ์แบบ” นั่นหมายความว่า ตัวละครก็ต้องมีสองด้านคือด้านดีและด้านร้ายด้วย และไม่มีใคร (มนุษย์) เลวร้ายถึงขั้นเรียกว่า ปีศาจ ไปได้
ในโลกของนิยายและเรื่องแต่ง มีเพียงแค่ตัวเอกของเรื่องถูกปัญหารุมเร้า และตัวเอกจะต้องแก้ปัญหาเพื่อให้ไปสู่อิสระภาพภายในจิตใจตัวเองและภายนอกกาย นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถเขียนเรื่อง แฮมเล็ต (ไม่ใช่หนูแฮมเตอร์นะครับ…โน๊ตผู้เขียน) จากมุมมองหรือ viewpoint ของ Claudius ซึ่งเป็นกษัติย์ที่สังหารบิดาของแฮมเล็ต และก็แต่งงานกับแม่แฮมเล็ตซะเอง (โอ๊แม่เจ้า…มันร้ายจริงๆ) เราอาจจะเขียนเรื่องจากมุมมองของ Claudius ที่หลงรักภรรยาของน้องชายตัวเอง และกล้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวภรรยาซึ่งเป็นแฟนของน้องชายมาครอบครองให้ได้…แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตัว Claudius ก็ไม่ใช่ตัวร้าย 100% เพราะมันก็มีส่วนดีบ้างล่ะน่า
เทคนิคงานเขียนเรื่องสั้น นิยายจากปู่ “เบน โบวา” (Ben Bova)

บทความนี้คัดมาจาก blog ผมที่ Pantip.com ครับ กะว่าจะเอามารวบรวมไว้ที่นี่ ที่เดียวเลย
ผมอ่านเทคนิคงานเขียนของ Ben Bova ตั้งนานแล้วครับ… เป็นบทความที่ได้จาก internet กับหนังสือวิธีเขียนเรื่องแนว Sci-fi ฉบับภาษาอังกฤษอีกเล่มหนึ่ง (ในเล่มมีการสอนเทคนิคการเขียนเรื่องแนวไซไฟสลับกับเรื่องสั้นที่นำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ด้วย แต่ภาษาในช่วงเรื่องสั้นอ่านยากมากครับ บางเรื่องถึงขั้นอ่านไม่รู้เรื่องเลย ผมก็เลยอ่านเอาแต่เฉพาะภาคทฤษฎีการเขียน) หลังจากนั้นเซฟเก็บไว้ในเครื่อง เห็นว่าแต่เทคนิคละข้อมีประโยชน์มากและเป็นเทคนิคที่น่าสนใจ จึงอยากจะเอามาแบ่งปันให้กับผู้ที่สนใจ…
หลายท่านอาจจะไม่รู้จัก Ben Bova (ชื่อเต็มคือ Benjamin William Bova) แต่ถ้าท่านที่ชอบอ่านเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ต้องคุ้นๆชื่อของ Ben Bova ดี (เรื่องสั้นของ Ben Bova ที่แปลเป็นภาษาไทยยังไม่เคยเห็นครับ) ตอนนี้ปู่เบน อายุ 76 ปีแล้ว แต่ผลิตงานเขียนออกมาเยอะมาก เสียดายครับที่ไม่มี สนพ. ไหนของไทยที่ซื้อเรื่องที่ปู่เลนเขียนมาแปลเป็นภาษาไทยให้อ่าน

ถ้าอยากอ่านงานเขียนของปู่เบนคงต้องหาดาวโหลดเอาครับ ในเวปบิทต่างประเทศมีให้โหลดครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Ben_Bova
เทคนิคงานเขียนของ Ben Bova
1 นักเขียนต้องเขียนทุกวัน
“อย่างอ้างว่าไม่มีเวลาเขียนแต่จงหาเวลาเขียน” วันละหนึ่งชั่วโมงก็ยังดี แต่ขอให้นั่งที่โต๊ะทุกวัน แม้ว่าบางวันจะไม่สามารถ”วางคำ”ลงบนกระดาษได้ก็ตาม (ผมเคยได้ยินมาว่า นักเขียนบางท่านเขียนได้ประโยคเดียวในตอนเช้า และพอตอนเย็นก็ลบประโยคเดียวนั้นทิ้งซะ)
เขียนวันละหน้า เดือนหนึ่งก็ได้สามสิบหน้า พอครบปีก็จะได้หนังสือนิยายหนาๆเล่มหนึ่งเลย
การทำงานเขียนเป็นเรื่องยาก มันง่ายดายมากที่เราจะหาข้ออ้างว่าไม่อยากเขียน ดังนั้นจงหาเวลาเขียนทุกๆวัน ทำให้เป็นนิสัย เรื่องบันเทิงอื่นๆต้องมาเป็นอันดับรองจากงานเขียน
2 นักเขียนต้องอ่านหนังสือให้หลากหลายประเภท
อ่านทุกประเภท ไม่จำเป็นว่าต้องอ่านเรื่องหรือแนวที่เราสนใจเท่านั้น การอ่านหนังสือหลายประเภททำให้เรามีมุมมองที่หลากหลาย และเป็นวัตถุดิบที่ดีในการนำมาสร้างเรื่องที่จะเขียน ประเภทของหนังสือที่เราสามารถหามาอ่านได้เช่น แนวประวัติศาสตร์ นิยาย ชีวประวัติ ท่องเที่ยว หนังสือนิตยสารเกี่ยวกับการค้นพบในวงการวิทยาศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าและที่เราสนใจ
หนังสือหรือนิตยสารเล่มไหนที่เราอ่านแล้วรู้สึกสนุกในครั้งแรก ให้เราลองกลับไปอ่านอีกรอบแต่ครั้งนี้ให้พยายามดูว่าผู้เขียนใช้กลวิธีหรือเทคนิคในการนำเสนออย่างไร อะไรทำให้เรารู้สึกว่าอ่านแล้วสนุก จดโน๊ตหรือจำเอาไว้เพื่อเอาไปใช้
“เราจะเรียนรู้ได้จากการอ่านและวิเคราะห์สิ่งที่อ่านเพื่อนำไปใช้กับงานเขียนของเรา”
3 เขียนเกี่ยวกับคนที่เรารู้จัก
คำแนะนำสำหรับนักเขียนใหม่ที่เรามักได้ยินเสมอคือ เขียนในสิ่งที่เรารู้ เป็นคำแนะนำที่ดีเพราะมันเป็นเรื่องยากที่เราจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางข้ามทะเลทรายถ้าเราไม่เคยเดินทางข้ามทะเลทรายมาก่อน จริงๆแล้วเราอาจจะหาข้อมูลจากการอ่านได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประสบการณ์โดยตรงของเราเอง (ความคิดเห็นของผมเอง : นอกจากว่าเราต้องค้นคว้าอย่างหนักเพื่อเขียนในสิ่งที่เราไม่มีความรู้หรือไม่เชี่ยวชาญ)
การเขียนเกี่ยวกับคนที่เรารู้จัก เพราะตัวละครเป็นหัวใจของนิยายทุกเรื่อง เรื่องที่ดีต้องเริ่มจากตัวละครก่อน ตัวละครที่สร้างขึ้นมาแล้วดูน่าเชื่อถือ สามารถทำให้เรื่องของเราน่าเชื่อถือด้วย แล้วจะสร้างตัวละครจากไหน?
ตัวละครได้มาจากคนที่อยู่รอบๆตัวเรา นักเขียนควรจะสร้างตัวละครขึ้นมาจากต้นแบบที่เป็นคนจริงๆผสมผสานจินตนาการลงไป สร้างตัวละครขึ้นมาจากคนหลายๆคนที่เรารู้จัก ไม่จำเป็นต้องมาจากคนๆเดียวเท่านั้น นักเขียนบางท่านก็สร้างตัวละครขึ้นมาโดยใช้ตัวเองเป็นต้นแบบและนำลักษณะอื่นๆเช่นนิสัย การกระทำของคนที่อยู่รอบๆตัวเข้ามาผสมผสานจนกลายเป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวา และน่าเชื่อถือ
จงมองผู้คนที่รายล้อมรอบตัวเรา…มองให้เห็นความรักของพวกเขาเหล่านั้น ความสนุกร่าเริง ปัญหาของพวกเขา ความกลัว ความหวัง ทั้งหมดนี้คือวัตถุดิบที่คุณสามารถนำมาใช้ในงานเขียนหรือนิยายของคุณได้
คราวหน้าจะมาต่อด้วยเทคนิคข้อที่สี่ เราจะสร้างเรื่องเพื่อเขียนออกมาเป็นนิยายได้ยังไง….
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

